เครื่องสำอางปลอดภัยแค่ไหน

18 Oct by admin

เครื่องสำอางปลอดภัยแค่ไหน

เครื่องสำอางปลอดภัยแค่ไหน ในปัจจุบันมีเครื่องสำอางวางจำหน่ายจำนวนมาก แต่ก็มีข่าวว่าพบเครื่องสำอางปลอม เครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยในการใช้ และเครื่องสำอางไม่ได้มาตรฐานจำนวนมากเช่นกัน อันตรายจากเครื่องสำอางอาจแบ่งได้เป็นอันตรายจากสารเคมีที่เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง อันตรายจากจุลินทรีย์ที่ปนเปื้อนทั้งจากกระบวนการผลิตและปนเปื้อนภายหลัง การระคายเคืองหรือการแพ้เครื่องสำอางที่อาจเกิดจากการใช้เครื่องสำอางที่ไม่ได้มาตรฐานหรืออาจเกิดจากภาวะภูมิแพ้ที่เกิดจากการแพ้สารเคมีบางชนิดที่อยู่ในเครื่องสำอางซึ่งเกิดเฉพาะบางคนแม้ว่าเครื่องสำอางนั้นจะผลิตได้มาตรฐานก็ตาม

ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสําอาง ตามที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 133 ตอนพิเศษ 114 ง ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 ซึ่งประกาศวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอางและมีบัญชีแนบท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุขนั้น

สารบางชนิดห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสําอาง เช่น ยาปฏิชีวนะ (ลำดับที่ 39) คลอรีน (ลำดับที่ 78) สารกัมมันตรังสี (ลำดับที่ 293) สารบางชนิดห้ามใช้ แต่มีข้อยกเว้น เช่น

– ปรอท (ลำดับที่ 221) Mercury (CAS No. 7439-97-6) and its compounds ยกเว้น

(1) วัตถุที่ระบุไว้ในประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่ออกตามความในมาตรา 6 (3) เกี่ยวกับชื่อปริมาณ และเงื่อนไขของวัตถุที่อาจใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง

(2) การปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปได้ไม่เกิน 1 ส่วนในล้านส่วนโดยน้ำหนัก (1 ppm หรือ 1 mg/kg)

– ไฮโดรควิโนน (ลำดับที่ 1243X Hydroquinone (CAS No. 123-31-9) ยกเว้น วัตถุที่ระบุไว้ในประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่ออกตามความในมาตรา 6 (3) เกี่ยวกับชื่อ ปริมาณ และเงื่อนไขของวัตถุที่อาจใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง

สารบางชนิดไม่อยู่ในรายชื่อวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสําอาง ซึ่งสามารถใช้ได้แต่ต้องไม่เกินปริมาณและเงื่อนไขที่กำหนด เช่น กรดบอริก ที่ใช้เป็นสารกันเสียผสมในแป้งฝุ่นโรยตัว กำหนดให้ต้องใช้ไม่เกินร้อยละ 3 โดยน้ำหนัก แต่ห้ามใช้ในแป้งฝุ่นโรยตัวสำหรับเด็ก

อย. ได้กำหนดให้เครื่องสำอางทุกชนิดที่จะผลิตหรือนำเข้าเพื่อขาย ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าต้องจดแจ้ง ซึ่งเป็นการยื่นรายละเอียดต่างๆ ของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ อย. ตรวจสอบ ได้แก่

– ชื่อการค้าของผลิตภัณฑ์

– ชื่อสินค้า

– ประเภทของเครื่องสำอางและวัตถุประสงค์ในการใช้

– ส่วนผสมทั้งหมด เรียงลำดับจากความเข้มข้นมากไปน้อย และระบุเปอร์เซ็นสำหรับส่วนผสมที่ อย. กำหนดให้เป็นสารควบคุมปริมาณ (สารที่ อย. จำกัดเปอร์เซ็นที่อนุญาตให้ใส่

เมื่อผ่านการตรวจสอบข้อมูลที่ยื่นแล้ว อย.จะอนุมัติเลขที่ใบรับแจ้ง 10 หลัก ให้แก่ผลิตภัณฑ์นั้นๆ อย่างไรก็ตามการจดแจ้งสูตรนั้น อย. ไม่ได้ตรวจส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ เป็นเพียงการยื่นข้อมูลส่วนประกอบ และปริมาณที่ใส่เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ ดังนั้นครีมที่ผ่านการจดแจ้งและมีเลขที่จดแจ้ง ก็อาจจะไม่ปลอดภัยทั้งหมด หรืออาจมีการใส่สารต้องห้ามในภายหลัง ดังนั้นถ้าใช้ผลิตภัณฑ์ใดแล้วมีอาการแพ้ก็ควรหยุดใช้ทันที หรือถ้าไม่มั่นใจในสินค้าว่าเป็นของจริงหรือไม่ สามารถโทรสอบถามได้ที่กองเครื่องสำอาง นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ที่มีเลขจดแจ้ง ก็ไม่ใช่การรับรองว่าจะไม่เกิดการแพ้เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์นั้น เนื่องจากภาวะภูมิแพ้อาจจะขึ้นกับแต่ละบุคคล
จุลินทรีย์ปนเปื้อนในเครื่องสำอางได้อย่างไร

การปนเปื้อนด้วยจุลินทรีย์ในเครื่องสำอางอาจเกิดขึ้นก่อนวางจำหน่าย เช่น จากวัตถุดิบ ระหว่างกระบวนการผลิต จากภาชนะบรรจุ จุลินทรีย์สามารถเจริญได้ในเครื่องสำอางโดยเฉพาะเครื่องสำอางที่มีส่วนประกอบหลักเป็นน้ำและน้ำมัน ซึ่งจุลินทรีย์สามารถเจริญเติบโตได้ดี อย่างไรก็ตามในกระบวนการผลิตเครื่องสำอางจะมีการตรวจสอบปริมาณจุลินทรีย์เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กําหนดลักษณะของเครื่องสําอางที่ห้ามผลิต นําเข้า หรือขาย พ.ศ.2559 ให้ห้ามผลิต นําเข้า หรือขายเครื่องสําอางที่มีคุณสมบัติทางจุลชีววิทยาดังต่อไปนี้

– เครื่องสําอางที่ตรวจพบเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค ดังต่อไปนี้ Pseudomonas aeruginosa , Staphylococcus aureus, Candida albicans และกรณีที่เป็นเครื่องสำอางผสมสมุนไพรจะต้องไม่พบ Clostridium spp.

– เครื่องสําอางที่ใช้บริเวณรอบดวงตา เครื่องสําอางที่สัมผัสเยื่อบุอ่อน และเครื่องสําอางสําหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ที่ตรวจพบจํานวนรวมของแบคทีเรีย ยีสต์ และรา ที่เจริญเติบโตโดยใช้อากาศ (total aerobic plate count) มากกว่า 500 โคโลนีต่อกรัมหรือลูกบาศก์เซนติเมตรขึ้นไป

– เครื่องสําอางอื่นนอกเหนือจากที่กําหนดไว้ด้านบนที่ตรวจพบจํานวนรวมของแบคทีเรีย ยีสต์ และรา ที่เจริญเติบโตโดยใช้อากาศ (total aerobic plate count) มากกว่า 1,000 โคโลนีต่อกรัมหรือลูกบาศก์เซนติเมตรขึ้นไป

เมื่อผ่านกระบวนการผลิตแล้วจะต้องมีการตรวจสอบคุณสมบัติทางจุลชีววิทยาให้เป็นไปตามข้อกำหนด ก่อนจะวางจำหน่าย ภาชนะบรรจุที่ใช้ใส่เครื่องสำอางต้องห่อหุ้มเครื่องสำอางอย่างมิดชิด สามารถปกป้องการปนเปื้อนจุลินทรีย์จากภายนอกได้ นอกจากนี้อาจมีการปิดผนึกภาชนะบรรจุเครื่องสำอางเพื่อให้แน่ใจว่า ไม่มีการเปิดก่อนที่ถึงมือผู้บริโภค เช่น การหุ้มด้วยพลาสติกและการใช้วัสดุต่างๆ ปิดปากหลอดหรือปากกระปุก

เครื่องสำอางที่ปิดผนึกภาชนะบรรจุแบบต่างๆ

โดยทั่วไปเครื่องสำอางที่ยังไม่เปิดใช้จะมีอายุหลังผลิต 2 – 3 ปี เรียกว่าอายุผลิตภัณฑ์ (shelf life) ซึ่งฉลากเครื่องสําอางต้องระบุเดือนและปีที่ผลิต (MFG. ; manufacture date) และเดือนปีที่หมดอายุ (EXP. ; expiration date) หรือบางผลิตภัณฑ์อาจจะระบุเป็นวัน เดือน ปี และครั้งที่ผลิตด้วย

ฉลากเครื่องสำอางที่ระบุเดือนปีที่ผลิตและหมดอายุ

เครื่องสำอางที่ผ่านมาตรฐานการผลิตและยังไม่หมดอายุเมื่อเปิดใช้แล้วจะมีการปนเปื้อนจุลินทรีย์ที่เกิดจากผู้ใช้เครื่องสำอางนั้น ทำให้จุลินทรีย์จากภายนอกปนเปื้อนลงไปในเครื่องสำอางได้ ทั้งจากอุปกรณ์ต่างๆ เช่น แปรง ฟองน้ำ รวมทั้งการใช้นิ้วมือสัมผัสกับเครื่องสำอาง การใช้เครื่องสำอางสัมผัสกับส่วนต่างๆ เช่น ลิปสติกทาปาก มาสคาราปัดขนตา คอนซิลเลอร์แตะที่ผิวหนัง แม้แต่การเปิดภาชนะบรรจุก็ทำให้จุลินทรีย์จากอากาศลงไปปนเปื้อนในเครื่องสำอางได้เช่นกัน ดังภาพที่ 6 เมื่อเวลาผ่านไปจุลินทรีย์ที่เข้าไปปนเปื้อนเหล่านั้นก็จะเพิ่มจำนวนขึ้น

การปนเปื้อนจุลินทรีย์ในเครื่องสำอางด้วยวิธีการต่างๆ

ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่บรรจุในภาชนะที่มีปริมาณมาก เมื่อเปิดใช้แล้วจะใช้เวลานานกว่าจะหมดทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้จุลินทรีย์เจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนระหว่างการใช้งาน เมื่อมีการปนเปื้อนจุลินทรีย์จะทำให้ผลิตภัณฑ์เสื่อมสภาพเร็วและมีลักษณะที่แตกต่างไปจากเดิมทั้งสมบัติด้านเคมีและกายภาพ เช่น เหลวหรือเหนียวกว่าเดิม สีหรือกลิ่นเปลี่ยน เกิดการตกตะกอน หรือมีการแยกส่วนของน้ำและน้ำมัน การใช้ผลิตภัณฑ์ที่เสื่อมสภาพนั้นอาจทำให้ได้รับอันตรายจากจุลินทรีย์ได้

จากพฤติกรรมต่างๆ ดังที่กล่าวมา จึงเป็นไปได้ยากที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้จุลินทรีย์ลงไปปนเปื้อนในเครื่องสำอาง จึงต้องมีการใส่สารกันเสียลงไปเพื่อทำลายและควบคุมไม่ให้จุลินทรีย์เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ทำให้มีอายุการเก็บได้นาน
ควบคุมไม่ให้จุลินทรีย์เพิ่มจำนวนมากได้อย่างไร

ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางไม่ได้ปราศจากเชื้อจุลินทรีย์ การปนเปื้อนเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนจำหน่ายในขั้นตอนการผลิตและบรรจุและปนเปื้อนหลังจำหน่ายเมื่อมีการเปิดใช้ เพื่อควบคุมไม่ให้จุลินทรีย์เจริญเติบโตมากเกินจนเกิดอันตรายต่อผู้ใช้ จึงมีการใส่สารกันเสียลงในเครื่องสำอางเพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ สารกันเสียที่ใช้มีหลายชนิดซึ่งมีการกําหนดวัตถุกันเสียที่อาจใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสําอาง เช่น Butylparaben (อัตราส่วนสูงสุดที่ให้ใช้ร้อยละ 0.14 ซึ่งห้ามใช้ในผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วไม่ต้องล้างออก สําหรับการใช้ในบริเวณที่สัมผัสผ้าอ้อมสําหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี) 4-Hydroxybenzoic acid (อัตราส่วนสูงสุดที่ให้ใช้ร้อยละ 0.4) และ Methylparaben (อัตราส่วนสูงสุดที่ให้ใช้ร้อยละ 0.8)

ในประกาศวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอางและมีบัญชีแนบท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุขนั้น มีรายชื่อสาร paraben จำนวน 5 รายการ ได้แก่ Isopropylparaben Isobutylparaben Phenylparaben Benzylparaben และ Pentylparaben (ลำดับที่ 1383 -1387) เนื่องจากมีงานวิจัยพบว่ามีผลต่อการทำงานของต่อมไร้ท่อและฮอร์โมนเอสโตรเจนในสัตว์ทดลอง รวมถึงไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการประเมินความปลอดภัยของการใช้สารกลุ่มนี้ในมนุษย์ จึงห้ามใช้เป็นสารกันเสียในการผลิตเครื่องสําอาง

แม้ว่าในเครื่องสำอางจะใส่สารกันเสียแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ควรเพิ่มการปนเปื้อนจุลินทรีย์ลงไปในเครื่องสำอางจากพฤติกรรมต่างๆ เช่น การใส่น้ำลงไปในมาสคาราหรือเครื่องสำอางอื่นๆ การเก็บเครื่องสำอางไว้ในที่ร้อน เนื่องจากจุลินทรีย์บางชนิดจะเจริญได้ดีในที่ร้อนทำให้เจริญได้เร็วเกินกว่าที่สารกันเสียจะควบคุมปริมาณได้ รวมทั้งความร้อนอาจทำให้สารกันเสียเสื่อมสภาพทำให้จุลินทรีย์เจริญได้ดีขึ้น นอกจากนี้การใช้มือสัมผัสกับเครื่องสำอาง เช่น การใช้นิ้วมือป้ายครีมที่อยู่ในกระปุกก็เป็นการเพิ่มการปนเปื้อนเช่นกัน จึงควรจะล้างมือก่อนหรือใช้ไม้พายขนาดเล็กตักครีม ดังภาพที่ 7 นอกจากนี้เมื่อนำครีมหรือของเหลวออกมาจากภาชนะบรรจุแล้ว ไม่ควรใส่ส่วนที่เหลือจากการใช้ใส่กลับลงไปในกระปุก

พฤติกรรมที่ควรทำและไม่ควรทำเพื่อลดการปนเปื้อนด้วยจุลินทรีย์
เมื่อเปิดเครื่องสำอางใช้แล้ว สามารถใช้ไปจนถึงวันหมดอายุได้หรือไม่

ดังที่ทราบมาแล้วว่า เมื่อเปิดใช้แล้วจุลินทรีย์จากภายนอกสามารถปนเปื้อนลงไปในเครื่องสำอางได้ด้วยวิธีการต่างๆ ดังนั้นจึงมีสัญลักษณ์เพื่อบอกระยะเวลาว่าหลังจากเปิดแล้วจะสามารถใช้เครื่องสำอางนั้นได้นานเท่าใด เรียกว่าสัญลักษณ์ period-after-opening หรือ PAO เป็นตัวเลขหน้าตัวอักษร M และอยู่ภายในลัญลักษณ์กระปุกเปิดฝา เป็นตัวระบุอายุเครื่องสำอางหลังเปิดใช้ครั้งแรก เช่น ถ้าเป็น 12M หมายถึง หลังจากเปิดแล้วสามารถใช้เครื่องสำอางนี้ภายในระยะเวลา 12 เดือน ในผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดอาจมีระยะเวลาหลังเปิดใช้ที่แตกต่างกัน จึงอาจเห็นตัวเลขเป็น 6M 18M หรือ 24M ก็ได้ ซึ่งตัวเลขหน้าตัว M หมายถึงจำนวนเดือนที่สามารถใช้ผลิตภัณฑ์หลังเปิดใช้

ถ้าเปิดภาชนะบรรจุแล้วควรใช้เครื่องสำอางให้หมดภายในระยะเวลาที่กำหนด อย่างไรก็ตามถ้าบนฉลากไม่มี สัญลักษณ์ PAO ก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเปิดใช้แล้วจะสามารถใช้ได้จนถึงวันหมดอายุ เครื่องสำอางต่างๆ จะมีระยะเวลาหลังเปิดใช้โดยประมาณ ดังภาพที่ 9 เช่น

ภาพที่ 9 ระยะเวลาหลังเปิดใช้โดยประมาณของเครื่องสำอางต่างๆ

หลังจากเปิดแล้วควรใช้เครื่องสำอางให้หมดภายในระยะเวลาที่กำหนด แม้ว่าจะยังไม่ถึงวันหมดอายุที่อยู่บนฉลากก็ตาม เช่น เครื่องสำอางผลิตเดือนตุลาคม ค.ศ. 2013 อายุผลิตภัณฑ์ 3 ปี จึงหมดอายุเดือนตุลาคม ค.ศ. 2016 แต่มีสัญลักษณ์ PAO ที่บอกว่าผลิตภัณฑ์มีอายุหลังเปิดใช้ 12 เดือน ดังภาพที่ 10 ก. ดังนั้นถ้าเปิดใช้เดือนธันวาคม ค.ศ. 2013 ก็สามารถใช้ได้ถึงเดือนธันวาคม ค.ศ. 2014 หลังจากนั้นไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์นี้แล้วแม้ว่าจะยังไม่หมดอายุก็ตาม สามารถเขียนแผนภาพได้ดังภาพที่ 10 ข. แต่ถ้าวันหมดอายุมาถึงก่อนระยะเวลาที่กำหนด เช่น เปิดใช้เดือนมีนาคม ค.ศ. 2016 แต่เมื่อถึงเดือนตุลาคม ค.ศ. 2016 ก็ควรทิ้งเครื่องสำอางเช่นกัน แม้ว่าจะมีอายุหลังเปิดใช้แค่ 8 เดือน ไม่ควรใช้ต่อไปเนื่องจากเครื่องสำอางนั้นหมดอายุแล้ว

นอกจากสารเคมีและจุลินทรีย์แล้วต้องมีการตรวจสอบอะไรอีกบ้าง

เครื่องสำอางที่วางจำหน่ายจะต้องมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้จึงต้องมีการทดสอบกับสัตว์ทดลองมาก่อนที่จะนำมาใช้กับมนุษย์ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 4462 พ.ศ. 2555 ได้กำหนดคุณลักษณะที่ต้องการของเครื่องสำอาง เมื่อทดสอบการระคายเคืองต่อผิวหนังต้องมีดัชนีการระคายเคืองต่อผิวหนังต้องไม่เกิน 1 โดยการใช้สัตว์ทดลองเป็นกระต่ายขาวสุขภาพดี สายพันธุ์นิวซีแลนด์ไวต์ เพศผู้หรือเพศเมีย น้ำหนักไม่น้อยกว่า 2 กิโลกรัม จำนวน 3 ตัว ต่อการทดสอบ 1 ตัวอย่าง การใช้สัตว์ทดลองเป็นกระต่ายเนื่องจากมีผิวหนังที่ค่อนข้างตอบสนองไวกว่าสัตว์ชนิดอื่น และมีผิวหนังที่มีความใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุด

เครื่องสำอางบางชนิดอาจมีการใช้สัตว์ทดลองอื่นๆ เช่น หนู แมว หรือสุนัข หรืออาจจะมีการทดสอบอื่นๆ นอกจากทดสอบการระคายเคืองต่อผิวหนัง เช่น เครื่องสำอางที่ใช้กับดวงตาจะต้องมีการทดสอบการระคายเคืองต่อดวงตา โดยด้วยการทาหรือหยอดสารเข้าไปในตาของกระต่าย อย่างไรก็ตามมีเครื่องสำอางบางยี่ห้อที่ไม่ทดลองในสัตว์ เนื่องจากใช้สารที่เคยผ่านการทดสอบกับสัตว์มาก่อนแล้วและมีการยอมรับแล้วว่าส่วนผสมเหล่านี้ปลอดภัยสำหรับมนุษย์ จึงไม่จำเป็นต้องทดสอบอีก โดยที่ฉลากของเครื่องสำอางจะมีรูปกระต่ายที่ใช้เป็นสัญลักษณ์ว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางนี้ไม่ได้ใช้สัตว์ในการทดสอบ ซึ่งอาจมีรูปแบบสัญลักษณ์ได้หลายแบบขึ้นกับองค์กรที่รับรอ

อย่างไรก็ตามแม้ว่าเครื่องสำอางนั้นจะผลิตได้มาตรฐานไม่มีสารอันตราย ไม่พบจุลินทรีย์ก่อโรค และผ่านการทดสอบการระคายเคืองต่อผิวหนัง แต่ผู้ใช้ก็อาจแพ้สารบางอย่างที่เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอางซึ่งเป็นภาวะภูมิแพ้ที่เกิดเฉพาะบางคน เมื่อจะใช้เครื่องสำอางชนิดใหม่จึงควรทดสอบก่อนโดยอาจใช้วิธีง่ายๆ เช่น ทาเครื่องสำอางปริมาณเล็กน้อยที่บริเวณท้องแขน ทิ้งไว้ 24 – 48 ชั่วโมง ถ้ามีอาการบวมแดงหรือคันก็ไม่ควรใช้เครื่องสำอางนั้น หรือถ้าทดสอบแล้วไม่แพ้ แต่เมื่อใช้แล้วมีอาการผิดปกติก็ต้องหยุดใช้เครื่องสำอางนั้นทันที อย่างไรก็ตามแม้ว่าเครื่องสำอางนั้นจะผลิตได้มาตรฐานไม่มีสารอันตราย ไม่พบจุลินทรีย์ก่อโรค และผ่านการทดสอบการระคายเคืองต่อผิวหนัง แต่ผู้ใช้ก็อาจแพ้สารบางอย่างที่เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอางซึ่งเป็นภาวะภูมิแพ้ที่เกิดเฉพาะบางคน เมื่อจะใช้เครื่องสำอางชนิดใหม่จึงควรทดสอบก่อนโดยอาจใช้วิธีง่ายๆ เช่น ทาเครื่องสำอางปริมาณเล็กน้อยที่บริเวณท้องแขน ทิ้งไว้ 24 – 48 ชั่วโมง ถ้ามีอาการบวมแดงหรือคันก็ไม่ควรใช้เครื่องสำอางนั้น หรือถ้าทดสอบแล้วไม่แพ้ แต่เมื่อใช้แล้วมีอาการผิดปกติก็ต้องหยุดใช้เครื่องสำอางนั้นทันที นอกจากนี้ในการเลือกซื้อเครื่องสำอางทุกครั้งควรซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้และต้องแน่ใจว่ามีการผลิตที่ได้มาตรฐานโดยพิจารณาจากฉลากของเครื่องสำอางที่มีลักษณะตามที่กำหนดดังที่เขียนไว้ข้างต้นแล้ว และมีภาชนะบรรจุที่สมบูรณ์ไม่แตกหักหรือมีการเปิดใช้มาก่อน